คิดก่อนค้ำ! รวมสิ่งที่ต้องรู้ ก่อนเซ็นชื่อเป็น "ผู้ค้ำประกัน"

คิดก่อนค้ำ! รวมสิ่งที่ต้องรู้ ก่อนเซ็นชื่อเป็น "ผู้ค้ำประกัน"

คิดก่อนค้ำ! รวมสิ่งที่ต้องรู้ ก่อนเซ็นชื่อเป็น "ผู้ค้ำประกัน" "เอ็นดูเขา เอ็นเราขาด" เป็นคำเตือนที่ใช้ได้เสมอสำหรับเรื่องการค้ำประกัน ก่อนจะตัดสินใจช่วยเหลือใครด้วยการเซ็นชื่อรับประกันหนี้ เราอยากให้คุณตรวจสอบ 8 ข้อสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองต้องเดือดร้อนในภายหลัง 8 Checklist สำคัญก่อนเซ็นสัญญาค้ำประกัน 1.อ่านสัญญาให้ละเอียดทุกครั้ง: อย่ารีบเซ็นเพราะความเกรงใจ 2.ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ: และมีการลงลายมือชื่อผู้ค้ำประกันอย่างถูกต้อง 3.สะกดคำว่า "ร่วม" ให้ดี: ห้าม! เซ็นสัญญาที่มีข้อความว่า "ให้ผู้ค้ำประกันยอมรับผิดร่วมกับลูกหนี้" เพราะจะทำให้คุณมีสถานะเสมือนลูกหนี้ชั้นต้นทันที 4.ระบุขอบเขตความรับผิดชอบ: ควรเขียนจำนวนเงินหรือวงเงินที่รับผิดชอบให้ชัดเจนในสัญญา 5.อย่าเกรงใจจนเกินไป: หากไม่มั่นใจ อย่าเซ็นให้ใครง่ายๆ 6.รับผิดเท่าที่ตกลง: รับผิดชอบเฉพาะตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในสัญญาเท่านั้น 7.เช็กประวัติลูกหนี้: ดูให้แน่ใจว่าลูกหนี้มีทรัพย์สินหรือรายได้เพียงพอที่จะชำระหนี้ได้จริง 8.รอให้ถึงที่สุด: ผู้ค้ำประกันจะรับผิดแทนลูกหนี้ ก็ต่อเมื่อลูกหนี้หนีหนี้หรือผิดนัดชำระหนี้แล้วเท่านั้น ทำยังไง? เมื่อเจ้าหนี้เรียกให้ผู้ค้ำประกันจ่ายหนี้แทน หากวันหนึ่งต้องเผชิญสถานการณ์ที่ลูกหนี้ไม่จ่าย คุณมีสิทธิตามกฎหมายดังนี้ครับ: ไม่ต้องจ่ายทันที: สามารถโต้แย้งให้เจ้าหนี้ไปเรียกร้องจากลูกหนี้ให้ถึงที่สุดก่อน ตรวจสอบทรัพย์สินลูกหนี้: ให้เจ้าหนี้ไปดูว่าลูกหนี้มีทรัพย์สินอะไรที่พอจะใช้หนี้ได้บ้าง ใช้หลักประกันก่อน: หากลูกหนี้มีหลักทรัพย์ค้ำประกันไว้ ให้เจ้าหนี้นำหลักประกันนั้นไปขายทอดตลาดเพื่อใช้หนี้ก่อน กฎหมายคุ้มครองผู้ค้ำประกัน (มาตรา 680 - 692) เมื่อลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ เจ้าหนี้ต้องทำหนังสือแจ้งผู้ค้ำประกันภายใน 60 วัน หากเจ้าหนี้ไม่แจ้งภายในกำหนด เจ้าหนี้จะ "เสียสิทธิ" ในการเรียกเก็บดอกเบี้ย ค่าสินไหมทดแทน หรือค่าภาระติดพันต่างๆ จากผู้ค้ำประกันนับตั้งแต่วันที่พ้นกำหนดนั้น